• 0000000.png
  • 1111111.png
  • 2222222.png
  • 33333333.jpg
  • 44444444.png
  • addsetp1.png
  • addsetp2.png
  • addsetp11.png
  • addsetp12.png
  • addstep3.png
  • addstep4.png
  • addstep13.png
  • addstep14.png
  • bmaplans58.png
  • checkedlist.png
  • checkk_report.png
  • copy_kpibycheck.png
  • sed_summary1.png
  • sed_summary2.png

ให้เรตสมาชิก

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

1.เสนอสภา กทม.อนุมัติงบโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว
4 ฉบับ ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, มติชน, ผู้จัดการรายวัน 360°
รายละเอียด
-พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รผว.กทม. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการว่า เบื้องต้นได้นำเรื่องเสนอของบประมาณในการดำเนินการใช้จ่ายโอนค่ากรรมสิทธิ์ที่ดิน 3,557 ล้านบาท ไปยังสภา กทม.แล้ว คาดจะได้ข้อสรุปในการประชุมสภา กทม. สมัยประชุมสามัญสมัยที่ 2 (ครั้งที่ 4) ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เนื่องจากเป็นงบประมาณจำนวนมาก หากสภา กทม.ไม่เห็นชอบต้องให้กระทรวงคมนาคม (คค.) พิจารณาแนวทางต่อไป ขณะเดียวกันหากสภา กทม.อนุมัติหลักการและงบประมาณแล้ว กทม.พร้อมจ่ายค่าโอนกรรมสิทธิ์

-นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการ ผอ.บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) กล่าวว่า ปัจจุบัน KT ได้เข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (ซิกแนลลิ่ง)แล้ว แต่ยังติดปัญหาการเข้าพื้นที่จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบหากที่ประชุมสภา กทม.ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ อนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นค่าโอนกรรมสิทธิ์ 3,557 ล้านบาทให้ รฟม. คาด KTสามารถดำเนินงานได้ตามแผนและพร้อมทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ โดยจะสามารถเปิดบริการเดินรถ 1 สถานี คือ สถานีสำโรง ได้ไม่เกินเดือน พ.ค.60

-นายสุธน อาณากุล รผอ.สจส. รักษาราชการแทนผอ.สจส ทำหนังสือถึง กค. คัดค้านการรับภาระทางการเงินบางรายการที่ไม่ควรนำมาพิจารณาเป็นภาระงบประมาณของ กทม.ในการรับโอนทรัพย์สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ ได้แก่ (1) ค่าจ้างที่ปรึกษาตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนฯ 2556 (2) ค่าใช้จ่ายบุคลากรของ รฟม.เนื่องจาก รฟม.ได้รับงบประมาณในส่วนนี้อยู่แล้ว และ (3) ค่าภาษีบำรุงท้องที่

-นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คค. กล่าวว่า ทราบเรื่องที่ กทม.ไม่ยอมรับหนี้สินบางรายการแล้ว ซึ่งได้ให้คณะกรรมการประเมินมูลค่าหนี้สินฯ สรุปเรื่อง เพื่อเตรียมเสนอประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ซึ่งจะประชุมในวันที่ 9 ก.พ.ทั้งนี้ ตามมติ คจร.ให้ รฟม.โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ กทม.บริหารการเดินรถและมีการลงนาม MOU ร่วมกันแล้ว แต่หาก กทม.มีปัญหาไม่สามารถรับโอนได้ รฟม.สามารถเสนอขอเป็นผู้บริหารการเดินรถเองได้

-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวง คค.กล่าวว่า ผู้แทน กทม.ได้ส่งหนังสือคัดค้านการรับหนี้บางรายการ ซึ่งได้ให้ รฟม.เตรียมรายละเอียดชี้แจงแล้ว ซึ่งมูลหนี้ที่ กทม.คัดค้านไม่ถึง 100 ล้านบาท และเป็นเรื่องที่ รฟม.ได้ทำงานให้ก่อนหน้าการโอนโครงการดังกล่าวเป็นหน้าที่ที่ผู้รับโอนต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม หาก กทม.มีปัญหา หรือไม่ยอมรับโอนจะต้องชี้แจงเหตุผล เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและความก้าวหน้าต่อ ที่ประชุม คจร.ต่อไป


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การเตรียมการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ
ด้านลบ
-กทม.ทำหนังสือคัดค้านการรับภาระทางการเงินในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ในบางรายการที่ไม่ควรนำมาเป็นภาระงบประมาณของ กทม.ขณะที่ รฟม.ระบุ รฟม.ได้ทำงานให้ก่อนหน้าการโอนโครงการฯ จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับโอนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย


ข้อคิดเห็น
-สำนักการจราจรและขนส่ง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และกองประชาสัมพันธ์ชี้แจงแนวทางการรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ

 

2.สั่งทุกกลุ่มเขตเร่งแก้ปัญหาในพื้นที่
1 ฉบับ สยามรัฐ
รายละเอียด
-พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รผว.กทม. กล่าวในการประชุมคณะกรรมการประสานงานและติดตามนโยบายของ ผว.กทม. ประจำกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 7 เขตว่า เขตต่างๆ ได้เตรียมแผนการทำงานไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ขอให้แต่ละเขตดำเนินการภารกิจแก้ปัญหาข้อร้องเรียน ปัญหาจราจร น้ำท่วมขัง เป็นลำดับแรก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ ผว.กทม. นอกจากนี้ให้ทุกเขตปรับสภาพแวดล้อมพื้นที่เสี่ยงป้องกันอาชญากรรม ติดกล้อง CCTV ในจุดที่เหมาะสม ขอคืนพื้นผิวจราจรจากการก่อสร้างบนถนนในส่วนที่ไม่จำเป็น ดำเนินการตามแผนยกเลิกจุดผ่อนผัน ป้องกันปราบปรามการขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า และจัดทำโครงการ 1 กลุ่มเขต 1 นวัตกรรม โดยให้แต่ละกลุ่มเขตสำรวจปัญหาสภาพที่เกิดขึ้นของกลุ่มเขต จากนั้นทำโครงการและแผนงานแก้ไข โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและนำเสนอคณะผู้บริหารพิจารณา

-นางวันทนีย์ วัฒนะ รป.กทม. กล่าวว่า ช่วงนี้เขตมีภารกิจสำคัญคือ การจัดเก็บภาษี จึงขอให้เร่งดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน


ข้อคิดเห็น
-สำนักงานเขต และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินการ

 

3.ย้ายต้นมะขามสนามหลวงหลังเสร็จพิธีแรกนาขวัญ
1 ฉบับ สำนักข่าวไทย
รายละเอียด
-นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รผว.กทม. กล่าวถึงแผนการย้ายต้นมะขาม 50 ต้น บริเวณทิศใต้ของสนามหลวงว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมรุกขกรของสวนนงนุชที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลต้นไม้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาวิธีการเคลื่อนย้ายต้นมะขาม 50 ต้น ไปพักไว้ที่สวนนงนุช จ.ชลบุรี จนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช โดยทีมรุกขกรได้เริ่มเก็บเนื้อเยื่อของต้นมะขามที่เตรียมจะขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ หากต้นเดิมมีปัญหาไม่สามารถนำกลับมาปลูกคืนที่สนามหลวงได้ จะนำต้นใหม่พันธุ์เดิมที่เพาะไว้มาปลูกทดแทน

-สำหรับแผนการขนย้ายจะใช้กำลังคนในการย้าย ทุกขั้นตอน คาดจะเริ่มย้ายต้นมะขามช่วงเดือน พ.ค.นี้ หลังวันพืชมงคล ซึ่งจะมีการจัดพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ บริเวณท้องสนามหลวง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีต้นมะขามทั้งหมด 753 ต้น


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การเตรียมการเคลื่อนย้ายต้นมะขามบริเวณพื้นที่สนามหลวง ฝั่งทิศใต้ เพื่อเตรียมพื้นที่จัดสร้างพระเมรุมาศ


ข้อคิดเห็น
-สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขต และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์แผนการรื้อย้ายต้นมะขามบริเวณสนามหลวง เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดสร้างพระเมรุมาศ

 

4.วางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงเมือง
1 ฉบับ เดลินิวส์
รายละเอียด
-นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รผว.กทม. กล่าวว่า ในเดือนก.พ.นี้ กทม.เตรียมประกาศแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง (Resilient Bangkok) เพื่อนำยุทธศาสตร์ไปดำเนินการตามแผนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองปลอดภัยน่าอยู่และยั่งยืนสำหรับทุกคน” แบ่งเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิต 23 โครงการ ยุทธศาสตร์การลดความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว 26 โครงการ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการแข่งขันจำนวน 9 โครงการ โดยแผนโครงการที่คัดเลือกนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป


ผลกระทบ
ด้านบวก
-กทม.ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ให้เป็นเมืองสมาชิกเครือข่ายของโครงการ 100 Resilient Cities (100RC) คือ เมืองที่ทั่วโลกต้องการให้มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพพร้อมรับมือและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงกับปัญหาที่มากขึ้นในศตวรรษที่ 21 ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ


ข้อคิดเห็น
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การนำยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติ

 

5.เร่งรื้อย้ายบ้านรุกล้ำริมคลองลาดพร้าว
2 ฉบับ เดลินิวส์, ข่าวสด
รายละเอียด
-นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ป.กทม. กล่าวหลังประชุมแนวทางการปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.คลองลาดพร้าวร่วมกับ สนน.ว่า การก่อสร้างเขื่อนริมคลองลาดพร้าว กทม.เป็นผู้รับผิดชอบโครงการหลัก ซึ่งได้ว่าจ้างเอกชนก่อสร้างเขื่อนริมคลอง ระยะทางรวม 45.30 กิโลเมตร เป็นเงิน 1,645 ล้านบาท ตามแผนงานจะต้องดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือน มิ.ย. 62 อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการก่อสร้างของ กทม.ในเบื้องต้นคือ การตอกเสาเข็มทั้งหมดประมาณ 60,000 ต้นให้แล้วเสร็จในปี 60 โดยจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนรุกล้ำให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะตอกเสาเข็ม จึงอาจต้องพิจารณาใช้กฎหมายประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) 44 เพื่อให้มีอำนาจรื้อย้ายชุมชนในความจำเป็นเร่งด่วน หากเป็นอุปสรรคให้การดำเนินการส่วนอื่นๆ ล่าช้า แต่ละเขตพื้นที่ต้องวางแนวทางการรื้อย้ายชุมชนร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดโดยเร็วที่สุด


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคูคลอง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ
ด้านลบ
-การก่อสร้างเขื่อนริมคลองในปัจจุบันมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 10 ปัญหาหลักที่กระทบต่อการก่อสร้าง เนื่องจากริมคลองมีบ้านเรือนประชาชนรุกล้ำพื้นที่คลองจำนวนมาก ประชาชนบางส่วนไม่ยินยอมรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากพื้นที่คลอง
-แนวคลองลาดพร้าวมีชุมชนที่รุกล้ำแนวเขตคลองระยะทางยาวประมาณ 32.46 กิโลเมตร ซึ่งต้องรื้อย้ายออกทั้งสิ้น 43 ชุมชน รวม 7,314 ครัวเรือน ขณะนี้สามารถรื้อย้ายบ้านเรือนไปได้ 7 ชุมชน ส่วนชุมชนที่เหลืออยู่ระหว่างเจรจา


ข้อคิดเห็น
-สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว

 

6.นำรถดับเพลิงออกมาใช้งาน
1 ฉบับ เดลินิวส์
รายละเอียดฃ
-พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ รป.กทม. กล่าวกรณีการนำรถดับเพลิง ชนิด 4x4 ที่ กทม. ซ่อมแซมและนำออกมาใช้โดยยังไม่มีการจดทะเบียนว่า รถดับเพลิงกลุ่มดังกล่าวเป็นรถที่ กทม.มอบหมายให้กองโรงงานช่างกล สนค.รับผิดชอบซ่อมแซม โดยใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งซ่อมแซมเรียบร้อยและ กทม.ได้ทยอยนำออกมาใช้งานแล้วรวม 72 คัน กระจายไปยังสถานีดับเพลิงต่าง ๆ แต่สาเหตุที่ยังไม่ได้จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก เนื่องจากสภาพรถต้องมีความพร้อมแต่รถบางคันยังต้องซ่อมแซม จึงยังนำไปจดทะเบียนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุด่วนอุปกรณ์รถไม่เพียงพออาจพิจารณานำไปใช้งาน ซึ่งเป็นดุลพินิจของหัวหน้าสถานีและการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงต้องใช้งบประมาณส่วนตัว เพราะไม่สามารถเติมน้ำมันส่วนราชการได้

-สำหรับรถดับเพลิงขนาดใหญ่ที่เหลืออีก 100 คัน อยู่ระหว่างประกวดราคาหาผู้ดำเนินการซ่อมแต่ล่าช้าเนื่องจากเมื่อประกาศร่างประกวดราคา (TOR) แล้วมีการร้องเรียนจึงต้องปรับปรุงแก้ไขทั้งเรื่องวิธีการและราคา เมื่อได้ TOR ที่สมบูรณ์จะประกาศหาผู้รับจ้างซ่อมแซมต่อไป


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม.
ด้านลบ
-มีข่าว กทม.นำรถดับเพลิงชนิด 4x4 ออกมาใช้งานและอาจใช้วิธีการเติมน้ำมันด้วยการถ่ายเทจากรถคันอื่นซึ่งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากระบบการเติมน้ำมันของรถดับเพลิงชุดนี้เป็นระบบปิดไม่สามารถถ่ายเทน้ำมัน จากรถได้ต้องเติมจากหัวปั๊มโดยตรง


ข้อคิดเห็น
-สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การเร่งรัดซ่อมแซมรถดับเพลิงชนิด 4x4 เพื่อนำไปจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก

 

7.เตรียมจัดรูปที่ดินใกล้ BTS บางจาก
1 ฉบับ เดลินิวส์
รายละเอียด
-นายวันชัย ถนอมศักดิ์ ผอ.สผม. กล่าวว่า กทม.อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ เพื่อจัดรูปที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ แก้ปัญหาที่ดินตาบอด และเพิ่มศักยภาพที่ดินนั้น ๆ จากการศึกษาแนวทางการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ 6 เขต คือ พื้นที่เขตบางบอน เขตบางกอกใหญ่ เขตพระโขนง เขตลาดกระบัง เขตจอมทอง และเขตทุ่งครุ พบที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนามากที่สุดคือ ที่ดินเขตพระโขนง ขนาด 55 ไร่ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนคือ รถไฟฟ้า BTS สถานีบางจาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ใกล้สถานที่ราชการ และใกล้ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นถนนสายหลักสภาพพื้นที่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างรอการพัฒนา พื้นที่บางส่วนให้เช่าเพื่อทำการเกษตรและเป็นที่พัก ทั้งนี้ กทม.จะเร่งวางแนวทางการจัดรูปที่ดิน โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินทุกแปลงในการทำความเข้าใจและมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้การจัดรูปที่ดินสำเร็จและนำไปสู่การพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบ
ด้านบวก
-การจัดรูปที่ดินจะช่วยแก้ปัญหาที่ดินตาบอดนำไปสู่การพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ข้อคิดเห็น
-สำนักผังเมือง สำนักงานเขต และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การสำรวจพื้นที่ เพื่อจัดรูปที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ

 

8.เดินหน้ารื้อป้อมมหากาฬตามแผน
3 ฉบับ แนวหน้า, ไทยโพสต์, สยามรัฐ
รายละเอียด
-รายงานข่าวความคืบหน้าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่ป้อมมหากาฬ ซึ่งตามแผน กทม.จะเข้ารื้อย้ายในวันที่ 1 ก.พ.60 กำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จในเดือน เม.ย.60 โดยยังมีบ้าน 37 หลัง และ 5 หลัง ที่บุกรุก ซึ่งต้องรื้อถอนทั้งหมด ที่ผ่านมา กทม.ได้เจรจาทำความเข้าใจมาโดยตลอดจนสิ้นสุดเดือน ม.ค.60 สนย. ได้แจ้งความคืบหน้าขณะนี้ฝ่ายทหารได้เข้าไปคุยกับชุมชน มีแนวโน้มชุมชนยินยอมให้เข้ารื้อถอนเพิ่มอีก 10 หลัง รวมทั้งให้ กทม.เข้าไปเก็บเศษวัสดุที่เหลือจากการรื้อถอน ซึ่งอยู่ระหว่างประสานนัดวันเวลาเข้าพื้นที่

-นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า จากที่ชาวชุมชนทราบว่าจะมีการสนธิกำลังทหารและตำรวจเข้าร่วมกับ กทม. ในการเข้ารื้อถอนบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬนั้น หากจะดำเนินการรื้อย้ายจริง ชุมชนยังคงยึดแนวทางการเจรจาเช่นเดิม


ผลกระทบ
ด้านบวก
-ป้อมมหากาฬเป็นพื้นที่ของชาติตามกฎหมาย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ซึ่ง กทม.เป็นผู้ดูแล บุคคลใดไม่สามารถเข้าไปครอบครองได้
ด้านลบ
-ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ระบุที่ผ่านมารัฐบาลพยายามหาทางออกร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน อีกทั้งเครือข่ายได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอให้จัดเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออก 4 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล ทั้งที่ตัวแทนชุมชนมีข้อมูลที่ต้องการจะนำเสนอแก่คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังไม่ได้รับโอกาส


ข้อคิดเห็น
-สำนักการโยธา สำนักงานเขต และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์การเตรียมการเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่ป้อมมหากาฬ

 

9.สำรวจจุดเสี่ยง – เพิ่มกล้อง CCTV ทั่วกรุงเทพฯ
4 ฉบับ มติชน, คม ชัด ลึก, แนวหน้า, สำนักข่าวแห่งชาติ
รายละเอียด
-พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งานระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ว่า จากการสำรวจกล้อง CCTV ทั้งหมดในพื้นที่กรุงเทพฯ พบเป็นกล้องของตำรวจราว 3,000 ตัว กล้องของเอกชนที่หันหาพื้นที่สาธารณะอีก 10,000 ตัว และเป็นของ กทม. ประมาณ 50,000 ตัว ซึ่งตำรวจสามารถเชื่อมต่อและเข้าดูภาพได้ทันทีกว่า 13,000 ตัว ส่วนอีกราว 50,000 ตัว ตำรวจอยู่ระหว่างการหารือกับ กทม. เพื่อเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน เบื้องต้น กทม. ตอบรับนโยบายแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณางบประมาณและเสนอสำนักนายกรัฐมนตรี คาดจะสามารถเชื่อมต่อระบบทั้งหมดและใช้งานได้จริงภายในเดือน มี.ค.นี้

-จากการสำรวจจุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ พบมีจุดเสี่ยงทั้งหมด 393 จุด ซึ่งต้องติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม เช่น ถนนนวมินทร์ ถนนรามอินทรา เนื่องจากเป็นจุดที่มีสถิติการก่ออาชญากรรมการทุบกระจกรถและการลักขโมยสูง โดยในจำนวนนี้มีจุดเสี่ยงและเป็นภัยต่อความมั่นคงอีกกว่า 30 จุด กล้อง CCTV ที่จะติดตั้งเพิ่มเติมจะมีความละเอียดสูง บางจุดจะเป็นกล้อง อินฟราเรดมองเห็นในที่มืดสามารถจับภาพคนร้ายได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบ
ด้านบวก
-การประสานความร่วมมือในการสำรวจจุดเสี่ยงล่อแหลมด้านอาชญากรรมในกรุงเทพฯ และติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม เพื่อยกระดับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตลอดจนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน
ด้านลบ
-ที่ผ่านมาตำรวจไม่สามารถเข้าไปดูกล้อง CCTV ของ กทม. ได้ทันทีต้องทำเรื่องผ่าน กทม. ซึ่งใช้เวลานานกว่า 7 วัน ทำให้การติดตามจับกุมตัวคนร้ายล่าช้า


ข้อคิดเห็น
-สำนักการจราจรและขนส่ง และกองประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าการเชื่อมต่อระบบกล้อง CCTV ของ กทม.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง